ต้อกระจก: โรคตาที่เกิดได้กับทุกวัย พร้อมแนวทางป้องกัน
ในบรรดาโรคต้อที่พบในดวงตา "โรคต้อกระจก" ถือเป็นโรคที่พบบ่อยที่สุด และไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในผู้สูงอายุเท่านั้น คนอายุน้อยก็มีความเสี่ยงจากปัจจัยใกล้ตัวที่อาจมองข้าม เช่น รังสี UV การสูบบุหรี่ และการใช้ยาบางชนิด ต้อกระจกส่งผลให้เลนส์ตาขุ่นมัว กระทบต่อการมองเห็น และหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นได้
โรคต้อกระจกคืออะไร?
ต้อกระจก (Cataracts) เป็นโรคต้อตาชนิดหนึ่งที่เกิดจากความเสื่อมของเลนส์ตา ทำให้เลนส์ที่เคยใสเกิดความขุ่นมัว แสงผ่านได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้มองเห็นไม่ชัดหรือพร่ามัว
รังสี UV ตัวกระตุ้นที่เร่งให้เกิดต้อกระจก
แม้ต้อกระจกมักเกิดจากอายุที่มากขึ้น แต่คนอายุน้อยก็สามารถเป็นได้จากปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น การสูบบุหรี่ การใช้ยาสเตียรอยด์ การผ่าตัดตา โรคประจำตัวที่กระทบสุขภาพดวงตา หรืออุบัติเหตุทางตา
พญ.จิรนันท์ ทรัพย์ทวีผลบุญ จักษุแพทย์ โรงพยาบาลวิมุต อธิบายว่า "รังสี UV โดยเฉพาะรังสี UVA มีผลโดยตรงต่อการเสื่อมของเลนส์ตา เนื่องจากกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระ ทำให้โปรตีนในเลนส์เสื่อมสภาพและจับตัวเป็นก้อน ก่อให้เกิดความขุ่นมัวในดวงตา ดังนั้น การสวมแว่นกันแดดที่มีการฉาบสารป้องกัน UV จึงเป็นวิธีป้องกันที่ดี"
อาการเตือนของต้อกระจก
อาการของต้อกระจกมักเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้สังเกตได้ยาก โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่:
ตาพร่ามัว มองเห็นไม่ชัด
ค่าสายตาเปลี่ยนแปลงผิดปกติ
มองเห็นแสงไฟกระจาย หรือเห็นแสงจ้ากว่าปกติ
มองเห็นสีเพี้ยนไปจากเดิม
หากมีอาการเหล่านี้ ควรพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจเช็กสุขภาพตา
แนวทางการรักษา
แพทย์สามารถวินิจฉัยต้อกระจกได้ทันทีโดยไม่ต้องส่งตรวจเพิ่มเติม ปัจจุบันมีการนำ AI มาใช้ช่วยวิเคราะห์ภาพถ่ายดวงตา คำนวณค่าเลนส์เทียม และช่วยแจ้งเตือนจุดเสี่ยงระหว่างการผ่าตัด
สำหรับแนวทางรักษา:
ยาหยอดตาต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอการเกิดต้อกระจก แต่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด
การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยสามารถเลือกเลนส์เทียมที่เหมาะสมกับการมองเห็นของผู้ป่วยได้
การใช้เลเซอร์ช่วยผ่าตัด เหมาะสำหรับผู้ที่มีถุงหุ้มเลนส์อ่อนแอหรือเลนส์แข็งมาก
การดูแลหลังผ่าตัด
การผ่าตัดต้อกระจกมีอัตราความสำเร็จสูงถึง 97-99% ผู้ป่วยต้องดูแลตนเองหลังผ่าตัด เช่น หลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำเข้าตา งดล้างหน้า และหลีกเลี่ยงการกระแทกตาในช่วง 1 เดือนแรกเพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ
ป้องกันต้อกระจกก่อนสายเกินไป
ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ
สวมแว่นกันแดดที่ป้องกันรังสี UV
หลีกเลี่ยงการใช้ยาหยอดตาที่มีสเตียรอยด์โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
หมั่นสังเกตการมองเห็นของตัวเอง หากพบความผิดปกติ ควรพบแพทย์ทันที
"ดวงตาของเรามีคู่เดียว การดูแลสุขภาพตาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้มองเห็นได้อย่างชัดเจนไปนาน ๆ" พญ.จิรนันท์ ทรัพย์ทวีผลบุญ กล่าวทิ้งท้าย
สอบถามรายละเอียดและนัดหมายแพทย์ได้ที่ ศูนย์จักษุ ชั้น 5 โรงพยาบาลวิมุต